ตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ยุคใหม่

       รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code) นวนิยายแนวรหัสคดีที่ อ่านแล้ววางไม่ลง
หรือที่บางคนเรียกว่า ตำนานการค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ยุคใหม่ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการคลี่คลายปมปริศนาการตาย ของภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
โดย โรเบิร์ต แลงดอน นักสัญลักษณ์วิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อที่จะล้างความ
ผิดให้กับตัวเอง โดยมีนักรหัสวิทยาสาว โซฟี เนอเวอ ซึ่งเป็นหลานสาวผู้ตายเป็นผู้ช่วย จนนำไปสู่การค้นพบเงื่อนงำความลับทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมทั้งจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง

      นวนิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของนักเขียนอเมริกัน แดน บราวน์ (Dan Brown) ขายดีติดอันดับหนึ่งอย่างยาวนานถึง ๗๖ สัปดาห์ และขายไปแล้วเกือบแปดล้านเล่มทั่วโลก ก่อให้เกิดการตั้งวงอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงศาสนา ประวัติศาสตร์
และศิลปะ จนมีหนังสือประเภท The Code ที่ว่าด้วยประเด็นความลับศาสนา และปมปริศนาที่กล่าวถึงในนวนิยายเล่มนี้ ออกตามกันมาเป็นทิวแถว กลายเป็นกระแส
แดน บราวน์ เลยก็ว่าได้

     นอกจากนี้ยังพลอยให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุโรปคึกคักตามไปด้วย บริษัทนำเที่ยวหลายแห่งถึงกับจัดโปรแกรมทัวร์ตามสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะลูฟร์ในกรุงปารีส สถานที่จุดเกิดเหตุฆาตกรรมของภัณฑารักษ์ อันนำไปสู่การถอดรหัสปริศนาที่ชวนตื่นเต้นที่ผู้ตายได้ทิ้งไว้ หรือมหาวิหารแซงค์ซุลปิซ เพื่อเยี่ยมชมเสาโอเบลิสค์อันเชื่อว่าใต้ฐานเป็นที่ซ่อนของหลักศิลา ไปจนถึงโบสถ์
ซานตา มาเรีย เดลล์ กราซี ในมิลานอันเป็นที่ตั้งของภาพวาดอมตะ The Last Supper ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าอัจฉริยะศิลปินนามกระเดื่องท่านนี้
เป็นคนนอกรีต (heresy) เช่นเดียวกับคนดังในยุคของเขาอีกหลายคน

The Last Supper กับสาวกหญิง
     
เป็นที่รู้กันดีว่าภาพวาด The Last Supper ของดาวินชีได้ซุกซ่อนปริศนาไว้มากมายให้คนรุ่นหลังได้ขบคิดตีความกันวุ่นวาย เช่นเดียวกับภาพวาดโมนาลิซากับรอยยิ้มปริศนาอันลือลั่นของเขา จนกลายเป็นแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้กับผู้เขียน แดน บราวน์ และกลายเป็นที่มาของนวนิยายที่ขายดีที่สุดในเวลานี้ ซึ่งภาพวาดนี้เองที่ โรเบิร์ต แลงดอน
พระเอก กับ โซฟี เนอเวอ นางเอกของเรื่องได้ค้นพบปริศนาแห่งเกรลหรือจอกศักดิ์สิทธิ์ และนำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ว่า สาวกที่เห็นในภาพทางขวามือ
ของพระเยซูนั้น แท้จริงแล้วคือสตรีที่มีนามว่า มารี แม็กดาลีน ผู้ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่าเ
ป็นโสเภณี !

มารี แม็กดาลีน คือใคร?
     
ผู้หญิงในประวัติศาสตร์ที่ชื่อ มารี แม็กดาลีน ซึ่งเรารู้จากพระคัมภีร์มาตลอดว่าเป็นประจักษ์พยานการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู ทว่าในนวนิยายเล่มนี้ ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนไม่อาจ
ยอมรับได้ นั่นก็คือเธอคือพระชายาและพระมารดาของเลือดเนื้อเชื้อไขขององค์เยซู และจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้ก็คือ ครรภ์ของนางมารีนั่นเอง —นี่คือข้อเท็จจริงที่ช็อกความเชื่อ และความรู้สึกของคริสตชนอย่างมหันต์เพราะหากสิ่งที่บราวน์เขียนเป็นความจริง ก็หมายความว่า      พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือไบเบิ้ลอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวคริสต์มานมนาน แท้จริงก็เป็นเพียงตำนานปรัมปรา และนอกจากนี้ก็คงยังมีความจริงที่ถูกปกปิดเป็นความลับอีกมากมาย !!!


เรื่องจริงหรือแต่ง?
  

        แม้ว่าสิ่งที่บราวน์เขียนจะเป็นเพียงเรื่องแต่งจากจินตนาการ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเกร็ดประวัติศาสตร์ศาสนา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับองค์เยซู และความพยายามเก็บงำความลับของคริสตจักรนั้น ก่อให้เกิดความคลางแคลงสงสัย จนถึงขั้นสั่นคลอนความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสนาสืบทอดมานับพันปี อีกทั้งตัวบราวน์เองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลที่เขานำมาเขียนนั้นมีหลักฐานเอกสาร
ยืนยัน โดยเฉพาะคัมภีร์โบราณ เดอะ นอสติคกอสเปล ที่เพิ่งค้นพบเมื่อปี ๑๙๔๕ ที่ นักฮัมมาดี ประเทศอียิปต์ ซึ่งบราวน์เขียนไว้ว่า บรรจุความลับทางประวัติศาสตร์ศาสนาที่แตกต่างจากไบเบิลอย่างสิ้นเชิง (เกี่ยวกับนอสติค เคยกล่าวไว้แล้วในคอลัมน์เส้นทางนักเขียน ฉบับวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗)      นอกจากความลับทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้างต้นนี้ ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ปรากฏใน
หนังสือของ แดน บราวน์ ที่ก่อให้เกิดกระแสถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในหมู่นักวิชาการ และผู้รู้ในแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

     มารี แม็กดาลีน เป็นเชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกับองค์เยซู และเป็นผู้ให้กำเนิดขัตติยสายเลือด
เป็นธิดา โดยเธอได้ลี้ภัยไปหลบซ่อนตัวทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในช่วงเวลาที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขน และกลายเป็นต้นตระกูลแห่งราชวงศ์เมอโรแว็งยิอัง ในกาลต่อมา
     พระเยซูเดิมทีในสายตาของบรรดาสาวกของพระองค์ มิได้เป็นพระบุตรแห่งพระเจ้าอย่าง
ที่เราเข้าใจ แต่คือองค์ศาสดาที่เป็นมนุษย์ แต่ด้วยจุดประสงค์ เพื่อการสร้างฐานอำนาจ
ทางการเมือง ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งโรมัน พระองค์จึงถูกยกขึ้นเป็นเทพ
นอกจากนี้ จักรพรรดิคอนสแตนตินยังทรงจัดให้มีการประชุมชำระพระคัมภีร์เสียใหม่ ตัดพระประวัติในส่วนที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์ของพระเยซูทิ้งไป
อัฐิของมารี แม็กดาลีน และเอกสารลับที่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพระประวัติของพระเยซู ถูกค้นพบบนเทือกเขาเทมเพิลเมาท์ ครั้งที่กรุงเยรูซาเล็มถูกตีแตกในสงครามครูเสดครั้งแรก
ความลับเกี่ยวกับพระคริสต์ กับ มารี แม็กดาลีน รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ผู้สืบสายเลือดขัตติยของทั้งสองถูกพิทักษ์รักษาไว้โดยสมาคมลับที่ชื่อว่า
ไพรเออรี ออฟ ไซออน ซึ่งมีผู้นำเป็นบุคคลสำคัญของโลกในแวดวงต่างๆ อาทิ ดาวินชี,
เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน, บอตติเชลลี และวิคเตอร์ อูโก เป็นต้น

หลากหลายทรรศนะ
     
อันที่จริงแล้ว เรื่องราวพระประวัติในด้านที่เป็นมนุษย์ของพระเยซู และความลับทางศาสนา เคยมีผู้เขียนไว้แล้วมากมาย ทั้งในรูปของตำราวิชาการและนวนิยาย กระทั่งภาพยนตร์อย่าง
เช่น The Last Temptation of Christ แต่เพราะความยอดเยี่ยมและโด่งดังของนวนิยาย บวกกับความกล้าหาญที่บางคนวิจารณ์ว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวร้าวของ แดน บราวน์ นั่นเองที่ปลุกให้คนทั่วไปหันมาสนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นี้ อย่างที่ ยูเอสเอ ทูเดย์ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ให้ความเห็นว่า ความนิยมนวนิยายเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงว่า ผู้อ่านกำลังร้องเรียกหาหนังสือที่เปิดเผยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่ผสมผสานกับแนวเรื่องที่ร่วมสมัยแต่สำหรับหลวงพ่อคณะเยซูอิต เจมส์ มาร์ติน ซึ่งเป็นพระนักเขียน บรรณาธิการร่วมของ
นิตยสาร America และเป็นผู้เขียนบทความเกี่ยวกับโอปุสเดอี ที่ถูกนวนิยายสร้างภาพจนกลายเป็นลัทธิชั่วร้าย ท่านให้ทรรศนะไว้ว่า รหัสลับดาวินชี
คือ อาหารขยะ
     คนทั่วไปมักจะชอบทฤษฎีลวงโลก (conspiracy theory) แน่นอนว่ามันย่อมน่าสนใจกว่า แล้วก็ยั่วยวนใจกว่าความจริงเก่าแก่อันน่าเบื่อ และที่เกี่ยวกับพระวรสารที่ถูกเก็บซ่อน ที่บอกว่าเปิดเผยความลับอะไรต่างๆ นั่น ลองไปอ่านดูเถอะ มันสุดแสนจะน่าเบื่อ แล้วจะเห็นเองว่าทำไมเขาถึงไม่เอามารวมไว้ในพระคัมภีร์ภาคพันธะสัญญาใหม่ และมันก็มีเหตุผลที่หนักแน่นกว่านั้นเยอะ ที่คริสตจักรสมัยแรกตัดสินใจเอาหรือตัด
บางอันออก เหตุผลที่แท้จริงที่พระวรสารทั้งสี่ที่เราคุ้นเคย (แมทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น) ถูกรวมไว้ก็เพราะบุคคลที่ใกล้ชิดกับเรื่องราวของพระเยซูที่สุดพบว่ามันคือเอกสารที่
ถูกต้องที่สุดและหลวงพ่อทิ้งท้ายด้วยการตำหนิผู้เขียนนวนิยายว่า เมื่อประชาชนหิวกระหายอยากจะเข้าใจพระเยซู ประวัติคริสตจักร ศาสนา และจิตวิญญาณ แต่แทนที่บราวน์จะให้สาระที่มีคุณค่า กลับให้มันฝรั่งทอดกรอบถุงใหญ่แก่ผู้อ่าน ซึ่งก็เปรียบเสมือนอาหารขยะนั่นเอง
      ส่วนบทความใน U.S.News & World Report ของ ริชาร์ด ไวท์แมน ฟอกซ์ ผู้เขียน Je
sus in America กล่าวว่า รหัสลับดาวินชีกำลังแล่นไปตามกระแสคลื่นความชิงชังการท
ุจริตฉ้อฉลในคริสต
จักรคาทอลิกในอเมริกา เหนืออื่นใด สิ่งที่ปรากฏในงานเขียนของบราวน์คือ ความปรารถนามาเนิ่นนานของชาวอเมริกันที่ต้องการเอาองค์เยซูดั้งเดิมที่แท้จริงกลับคืนมา
      ในขณะที่ ดร.เจมส์ ฮิทช์ค็อค ผู้เชี่ยวชาญลัทธินอสติค ได้ชี้ข้อผิดพลาดของ แดน บราวน์
ไว้ในเว็บไซต์ Beliefnet.com อย่างน่าสนใจว่า จริงๆ แล้วนอสติค (ศาสนาโบราณที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับคริสต์) มิได้ยอมรับการเป็นเทพอวตารขององค์เยซู และมิได้ยึดพระธรรมคัมภีร์ตามตัวอักษร กอสเปลหรือพระวรสารจึงมิได้ถูกเชื่อตามสิ่งที่ปรากฏ แต่คือเรื่องราวที่ซ่อนนัยทางสัญลักษณ์มากกว่า
      ฮิทช์ค็อค ยังอธิบายต่ออีกว่า ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะมีการเขียน พระวรสาร ขึ้นใหม่
เนื่องจากพวกนอสติค มิได้ติดยึดอยู่กับสิ่งที่เกิด หรืออาจจะเกิดในขณะที่องค์เยซู
มีพระชนม์ชีพอยู่ มารี แม็กดาลีน อาจจะมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเยซูจริง และพระคัมภีร์ภาคพันธะสัญญาใหม่ อาจถูกมองว่ามีสาระที่ผิดจากความจริง
จุดนี้เองที่คนสมัยใหม่อย่าง แดน บราวน์ ผู้ยึดนอสติคกอสเปลเป็นเอกสารทาง
ประวัติศาสตร์พลาด เพราะสำหรับผู้นับถือนอสติคเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด

      อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสิ่งที่ แดน บราวน์ เขียนจะเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงการดึงข้อมูลออกม
าจาก ถังขยะ ทางประวัติศาสตร์อย่างที่บางคนกล่าวหา แต่คงต้องยอมรับว่า นวนิยายเล่มนี้ ก็ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ในหมู่ประชาชนอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน อย่างที่ จอห์น ทินเทอร์รา นักวิจารณ์ชื่อดังแสดงทรรศนะไว้อย่างน่าคิดผ
่านเว็บไซต์ explorefaith.org ว่า

      เนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนาใน รหัสลับดาวินชี เป็นการปลุกคริสตจักรต่างๆ ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม มันเชื้อเชิญให้ชาวคริสต์หันมามองจุดกำเนิด และประวัติศาสตร์ของเราเองด้วยสายตาที่สดใหม่ ทั้งในด้านดีและด้านเลว อันเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้กระทำกันบ่อยนัก

คงเฉกเช่นเดียวกับกรณีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ ในบ้านเรา ที่คงต้องถามว่า...ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราจะหันมามองประวัติศาสตร์ของเราด้วยสายตาที่สดใหม่?!..

 
 
   
     
   
นางสาวจุฑาทิพย์    ต่อพันธ์
เลขที่  37   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ   มัชฌิม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครสวรรค
   
SITEMAP