พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

          พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 10 เหนือ ขึ้น 8 ค่ำ ปีระกา พ.ศ. 2416 เป็นพระราชธิดาองค์สุดท้ายของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 กับแม่เจ้าเทพไกรสร ครั้งทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาอักษรไทยเหนือและไทยกลาง วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2429 ได้ตามพระบิดาลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ ทรงอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายใน เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักที่ประทับในบริเวณพระราชวังสวนดุสิตมีชื่อว่า “สวนฝรั่งกังไส” ปัจจุบันตำหนักนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
           ตลอดเวลาที่ประทับที่กรุงเทพฯ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนา โปรดให้ผู้ติดตามแต่งกายแบบชาวเหนือ พูดคำเมือง รับประทานอาหารพื้นเมือง แต่ยังทรงเปิดพระทัยรับวัฒนธรรมอื่นด้วย โดยให้เล่นดนตรีไทยและสากล ทรงตั้งวงเครื่องสายประจำตำหนัก ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงจะเข้เป็นอย่างยิ่ง
           หลังจากประสูติพระองค์เจ้าหญิงวิมล นาคนพีสี (พระชนม์ได้ 3 พรรษาเศษ ก็สิ้นพระชนม์) ทรงได้รับพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณีจากเจ้าจอมเป็นเจ้าจอมมารดา ปี พ.ศ. 2451 ทรงได้รับการสถาปนาเป็น “พระราชชายา” เป็นตำแหน่งพระมเหสีเทวีซึ่งมีการสถาปนาขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยนั้น
           เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2453 ต่อมา พ.ศ. 2457 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 ได้ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่กรุงเทพฯ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้กราบถวายบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกลับมาประทับที่นครเชียงใหม่ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2457 ทรงมีพระตำหนักหรือคุ้มที่ประทับ 4 แห่ง คือ คุ้มเจดีย์กิ่ว คุ้มรินแก้ว ตำหนักพระราชชายาและตำหนักดาราภิรมย์ โปรดให้เรียกว่า สวนเจ้าสบาย เป็นตำหนักที่ทรงโปรดและประทับมากกว่าตำหนักอื่นๆ
พระองค์ได้ประกอบพระกรณียกิจหลายด้าน ดังนี้
           1.ทรงให้มีการทดลองค้นคว้าปรับปรุงวิธีการปลูกพืชเผยแพร่แก่ประชาชนที่ตำหนักสวนเจ้าสบาย เพื่อเป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพในด้านการเกษตรแก่ราษฎร
           2.ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานเป็นจำนวนมาก ทรงยกตำหนักพระราชชายาบนดอยสุเทพถวายเป็นของวัดพระธาตุดอยสุเทพ
           3.ทรงอุปการะให้เจ้านายและลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียน ส่งไปเรียนที่ยุโรป ทรงรับอุปถัมภ์โรงเรียนต่างๆ ในนครเชียงใหม่
           4.ทรงสนับสนุนวรรณกรรมประเภท “คร่าวขอ” จนเป็นที่นิยมสูงสุด พระองค์มีกวีผู้มีความสามารถประจำราชสำนักหลายคน เช่น ท้าวสุนทรพจนกิจ ได้ประพันธ์บทละครเรื่อง “น้อยไจยา” ถวายพระองค์ได้ปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นและยังได้นิพนธ์บทร้องเพลงพื้นเมืองทำนองล่องน่าน เพื่อขับร้องถวายสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จประพาสเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2465
           5.เจ้าแก้วนวรัฐและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงให้จัดหาครูสอนดนตรีและนาฏศิลป์มาสอนในคุ้ม ทรงดำริให้ฝึกซ้อมฟ้อนเทียนลอดใต้ท้องช้างให้กับเจ้านายฝ่ายเหนือในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จเยือนนครเชียงใหม่
           6.ทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้าตีนจกจากที่ต่างๆ เข้ามาทอในตำหนัก เพื่อฝึกสอนให้ลูกหลานได้มีวิชาชีพต่อไป โดยนำผ้าซิ่นยกดอกไหมของแม่เจ้าเทพไกรสรที่พระองค์ได้ไว้เป็นมรดกเป็นตัวอย่างและทรงประดิษฐ์คิดค้นการทอผ้ายกดอกชนิดเดียวกันได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังทรงให้คนในตำหนักร้อยมาลัย จัดดอกไม้ด้วยดอกไม้สดทุกชนิด ตำหนักพระราชชายาจึงเป็นแหล่งรวมแห่งศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเชียงใหม่มาจนถึงทุกวันนี้
           พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเริ่มประชวรด้วยโรคพระปัปผาสะ(ปอด) แต่ยังทรงประทับอยู่ที่ตำหนักดาราภิรมย์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2476 เจ้าแก้วนวรัฐจึงเชิญเสด็จมาประทับที่คุ้มรินแก้วและได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 รวมพระชนมายุได้ 60 พรรษา ในการพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชโกษาเป็นหัวหน้านำพนักงาน 25 นาย นำน้ำพระสุคนธ์สรงพระศพพระโกศและเครื่องประกอบอีกหลายประการ พระราชทานมาเป็นเกียรติยศและโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ถวาย 7 วัน

ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/เจ้าดารารัศมี_พระราชชายา

 
     
   
เว็บไซต์นี้ แสดงผลได้ดี บนความละเอียด 1024x768 Text Size Medium
วิชา การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อจัดทำโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2555
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม
อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์

   
SITEMAP