คุณเคยเชื่อเรื่องธรรมชาติหรือไม่ คุณอาจจะคิดว่ามันไร้สาระแต่สำหรับพวกเรามันมีอะไรที่มากกว่านั้น ทั้งมิตรภาพ ความสุข ความทุกข์ การจากลา ความผิดหวัง ความสิ้นหวัง คุณพร้อมที่จะไปต่อสู้กับพวกเรารึยังล่ะ.............

         บางระจัน เป็นค่ายป้องกันตัวเองของชาวบ้านเมืองสิงห์บุรีและเมืองต่างๆที่พากันมาหลบภัยกองทัพพม่าที่บางระจัน ในคราวการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้หลายครั้ง จนได้ชื่อว่า “เข้มแข็งกว่ากองทัพของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น” และมีกิตติศัพท์เลื่องลือในด้านวีรกรรมความกล้าหาญในประวัติศาสตร์ไทย โดยมีอนุสาวรีย์สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนี้ในจังหวัดสิงห์บุรี
         ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนที่ไทยจะเสียกรุงครั้งที่ 2 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เนเมียวสีหบดี แม่ทัพของพม่าได้ยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้สั่งทหารพม่าออกปล้นทรัพย์สินเงินทองและเสบียงอาหารจากชาวบ้านหญิงสาวชาวบ้านถูกทหารพม่าข่มเหงรังแก คนไทยเดือดร้อน และเจ็บแค้นมากถึงชักชวนชาวบ้านให้ต่อสู้กับพม่า (ใจเด็ดเดี่ยวจริงแท้)
         พวกคุณพร้อมกันแล้วใช่ไหม...เตรียมตัวเตรียมใจกันให้ดีจากนี้เป็นต้นไปเราจะกล่าวถึงความกล้าของวีรชนบ้านบางระจัน
ในการรบครั้งนี้มีหัวหน้าที่เป็นคนไทย 6 คน คือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก
         นายทองแก้ว พวกเขาได้ออกอุบายหลอกลวงพม่าไปฆ่าตายหลายครั้ง จากนั้นพากันหลบหนีไปหา พระอาจารย์ธรรมโชติ ที่วัดเขาบางนางบวช เมืองสุพรรณบุรี ท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านบางระจัน ในวิชาอาคมของท่านพระอาจารย์โชติได้แจกผ้าประเจียดลงยันต์คาถาอาคมแก่ชายฉกรรจ์เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ มีชาวบ้านที่กล้าหาญติดตามมาอยู่ด้วยประมาณ 400 คน มีบุคคลสำคัญที่เป็นหัวหน้าเพิ่มขึ้นอีก 5 คน คือ ขุนสรรค์ นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่และพันเรือง ช่วยกันตั้งค่ายบางระจันขึ้นต่อสู้ และขัดขวางการรุกรานของพม่า เนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าทราบว่าชาวบ้านบางระจันซ่องสุมผู้คนเตรียมอาวุธไว้พร้อมมือและคอยดักทำร้ายทหารพม่าอยู่เนืองๆจึงคิดที่จะกำจัดชาวบ้านบางระจันให้สิ้นด้วยเกรงว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอุปสรรคต่อการยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาเนเมียวสีหบดีประมาทฝีมือคนไทยด้วยเห็นว่าเป็นชาวบ้านกลุ่มเล็กๆคงจะไม่มีพิษสงมากนักจึงส่งทหารจำนวนไม่มากนักออกไปปราบปราม แต่ทุกครั้งทหารพม่าถูกคนไทยฆ่าตายเสียเกือบหมดรวมแล้วพม่าเข้ามาปราบถึง 7 ครั้ง จนครั้งที่ 8 จึงสามารถเอาชนะได้
         ได้เวลาที่เราจะเข้าสู่สนามรบไปพร้อมๆกับเหล่าวีรชนบ้านบางระจันแล้ว...Let’s go >>>
         ครั้งที่ 1 งาจุนหวุ่น เป็นหัวหน้าคุมกำลังทหารไป 500 คน แต่ถูกชาวบ้านบางระจันโจมตีจนทหารบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
         ครั้งที่ 2 เยกิหวุ่น เป็นหัวหน้าคุมกำลังทหารไป 800 คน แต่ถูกคนไทยที่มีจิตใจฮึกเหิมเคยรบชนะพม่ามาแล้ว ยกกำลังออกมาไล่ฆ่าฟันกันทหารพม่าไม่ทันตั้งตัวและอ่อนเพลียจาการเดินทางจึงต้องพ่ายแพ้กลับไป
         ครั้งที่ 3 ติงจาโบ เป็นหัวหน้าคุมกำลังทหาร 900 คน แต่ถูกชาวบ้านบางระจันไล่ฆ่าฟันล้มตายและทิ้งอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้คนไทยได้อาวุธเก็บไว้ใช้มากมาย
         ครั้งที่ 4 เนเมียวสีหบดีเริ่มรู้ว่าชาวบ้านบางระจันไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ฝีมือ ดังนั้นจึงสั่งให้ สุรินทรจอข้อง เป็นหัวหน้าคุมกำลังทหาร 1000 คน หวังจะปราบให้สำเร็จชาวบ้านบางระจันรู้ว่าฝ่ายตนเป็นรองเรื่องกำลังคนจึงออกอุบายแบ่งกำลังเป็น 3 ทางแล้วยกเข้าตีพร้อมๆกัน สุรินทรจอข้องหัวหน้าตายในที่รบ นายแท่นหัวหน้าค่ายบางระจันถูกยิงที่หัวเข้า
         ครั้งที่ 5 เนเมียวสีหบดีแต่งตั้งให้แยจออากา เป็นหัวหน้ายกมาตีไทยแต่ต้องพ่ายกลับไป
         ครั้งที่ 6 จิแก เป็นหัวหน้ายกมาตีไทยแต่ถูกไทยตีแตกกลับไป
         ครั้งที่ 7 เนเมียวสีหบดีรู้สึกครั่งคร้ามในฝีมือคนไทยว่าทั้งที่มีกำลังและอาวุธน้อยกว่าแต่ก็สามารถตอบโต้ทหารพม่ากลับมาได้ทุกครั้ง จึงได้คัดเลือกทหารฝีมือดีได้ประมาณ 1000 คนเศษ จัดให้ อากาปันคยี เป็นหัวหน้าคุมพลไปปราบปราม ส่วนฝ่ายไทยมีนายจันทร์หนวดเขี้ยวเป็นหัวหน้าเข้าต่อสู้กับทหารพม่าจนอากาปันคยีตายในที่รบ เนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่ารู้สึกโมโดและแค้นใจมากที่ไม่สามารถกำจัดคนไทยกลุ่มนี้ได้ แต่กลับต้องสูญเสียไพร่พลและนายทหารฝีมือดีไปในการรบหลายนายจึงคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้เกรงจะเป็นอุปสรรคเข้าตีกรุงศรีอยุธยา จึงคิดจะกำจัดให้ราบคาบ ในขณะนั้นสุกี้พระนายกองซึ่งเป็นทหารมอญฝีมือดี เฉลียวฉลาด มีฝีมือในการรบเคยเข้ามาอยู่ในเมืองไทย และรู้จักนิสัยคนไทยดี ได้รับอาสาเป็นแม่ทัพยกเข้ามาปราบปรามชาวบ้านบางระจัน สุกี้พระนายกองรู้ว่าคนไทยเป็นคนกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวและรู้ลู่ทางดี หากตนยกทัพเข้าตีซึ่งๆหน้าจะไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้นสุกี้พระนายกองจึงวางแผนการรบและเดินทัพด้วยความสุขุมรอบคอบไม่รีบร้อน

         พอถึงบ้านบางระจันก็รีบสร้างค่ายทันทีใช้วิธีออกไปตีนอกค่ายแล้วถอยกลับไปสู้อยู่ในค่าย ชาวบ้านบางระจันพยายามเข้าตีค่ายหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
         นายทองเหม็น ขี่กระบือเข้าตีค่ายพม่าก็ถูกพม่าฆ่าตาย นายแท่น ขุนสรรค์ และนายจันทร์หนวดเขี้ยว กำลังสำคัญของไทยล้วนแต่ต้องตายในสนามรบทั้งสิ้น
         ชาวบ้านต่างขวัญเสียที่เห็นหัวหน้าของตนต้องล้มตายทีละคนสองคน จึงขอปืนใหญ่จากทางกรุงศรีอยุธยามาโต้ตอบกับฝ่ายพม่าทางกรุงศรีอยุธยาไม่ส่งมาอ้างว่ากลัวพม่าจะมาแย่งชิงระหว่างทางแต่ได้ส่ง พระยารัตนาธิเบศร์ มาช่วยหล่อปืนที่บ้านบางระจันชาวบ้านช่วยกันเรี่ยไรเครื่องทองเหลืองจนสามารถหล่อปืนใหญ่ได้สองกระบอก แต่ปืนใหญ่แตกร้าวใช้การไม่ได้เลย
พม่าเห็นคนไทยอ่อนล้าจึงถือโอกาสเข้าตีบ้านบางระจันแตกเมื่อเดือน 8 พ.ศ.2309 รวมเวลาต่อสู้กับพม่านานถึง 5 เดือน ชาวบ้านบางระจันทุกคนปักหลักต่อสู้อย่างองอาจกล้าหาญจนตัวตาย พวกเข้าอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันยังคงตราตรึงอยู่ในใจของคนไทยตราบนานเท่านาน เพื่อระลึกถึงวีรกกรมอันยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญ รักชาติ ของชาวบ้านบางระจัน ทางราชการจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจันบนเนินสูงหน้าค่ายบางระจัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เพื่อเป็นอนุสรณ์สืบต่อไป
         เขาเขียนเล่าเรื่องราววีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวบ้านบางระจันด้วยความซาบซึ้ง และภูมิใจต่อไปเราจะ กล่าวถึงวีรชนคนกล้าแห่งบ้านบางระจัน....

 
   
   
เว็บไซต์นี้ แสดงผลได้ดี บนความละเอียด 1024x768 Text Size Medium
วิชา การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อจัดทำโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2557
โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์
 
SITEMAP